|
ความเป็นมา
ด้วยวัดเขตอุดมศักดิ์วนาราม เป็นวัดสำคัญของจังหวัดชุมพร มีสถานที่ตั้งอยู่ ณ ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ใกล้กันกับบริเวณศาลของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงค์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งวัด เมื่อวันที่ ๓๐ มิถายน พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยหม่อมเจ้าหญิงเริงจิตรแจรง อาภากร พระธิดาใน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงค์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ประทานอนุญาตให้ใช้นามวัดว่า “ วัดเขตอุดมศักดิ์วนาราม” และหม่อมเจ้ารุจยากร อาภากร พระโอรสได้ประทานนามอุโบสถที่กำลังก่อสร้างอยู่ว่า อุโบสถ “ อาภากร” เพื่อเป็นพระอนุสรณ์แด่ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงค์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่พระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ที่นี่ อุโบสถ “ อาภากร” ได้เริ่มทำการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นอุโบสถทรงจตุรมุข ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างไปตามลำดับตามแต่กำลังทุนทรัพย์ที่ทางวัดได้มา จนถึงปัจจุบันได้แล้วเสร็จไปประมาณ ๘๐% ทางวัดและคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ของวัดได้ดำริที่จะสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางห้ามญาติ เพื่อประดิษฐานที่ด้านหน้าของอุโบสถ “ อาภากร” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระพุทธรูปที่ทางวัดกำลังดำเนินการจัดหาทุนสมทบในการประกอบพิธีเททองหล่ออยู่นี้เป็นพระพุทธรูปปาง ห้ามญาติ ทรงเครื่องรัตนะ สูง ๒๑๙ ซ.ม. หล่อด้วยทองเหลือง ประดับด้วยอัญมณีสีต่าง ๆ การสร้างพระพุทธรูปในครั้งนี้ทางวัดและ ศิษยานุศิษย์ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- เพื่อสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีความสวยงามและถูกต้องตามพระพุทธลักษณะ
- เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- เพื่อให้วัดเขตอุดมศักดิ์วนาราม มีศาสนวัตถุที่สำคัญควบคู่ไปกับอุโบสถ “ อาภากร”
- เพื่อพัฒนาวัดเขตอุดมศักดิ์วนารามให้เป็นอนุสรณ์ศาสนสถานที่สำคัญควบคู่ไปกับศาลของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงค์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
- เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรตลอดถึงพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาจากทิศทั้งสี่ได้สักการบูชาเป็น พุทธานุสติและเป็นการเสริมศรัทธาในพระศาสนา
- เพื่อเป็นการสืบต่อและจรรโลงไว้ซึ่งพระศาสนา

ส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องทรง
- เศียร แสดงให้เห็นถึง พระพักตร์ที่เอิบอิ่ม รอยยิ้ม ที่บ่งบอกถึงพระเมตตาต่อหมู่มวลสรรพสัตว์
- มงกุฎ เป็นทรงบัวตูมมีปลายแหลมตะวัดเปรียบด้วยพระปัญญาที่เฉียบแหลม รอบรู้ในทุกสรรพศาสตร์เป็นปริศนาธรรม สอนให้มนุษย์แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยสติปัญญาของตน ไม่ใช่ใช้อารมณ์ อาจใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ด้านหลังบัวเป็น พระธรรมจักร มีเปลวรัศมีแผ่รอบด้าน หมายถึงพระธรรมคำสอนที่แผ่ไปทั่วทุกสารทิศ
- พระเนตร ที่มองต่ำ เป็นปริศนาธรรม สอนให้มองตนเอง พิจารณาตนเอง ตักเตือนแก้ไขตนเอง ไม่ใช่คอยจับผิดผู้อื่น ซึ่งตามปกติของคนแล้วมักมองเห็นความผิดพลาดของคนอื่นแต่ลืมมองตนเอง ทำให้สูญเสียเวลาและโอกาส ในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง ไม่มีใครจะตักเตือนตัวเราได้ดีเท่าตัวเราเอง ตามพุทธพจน์ที่ว่า อตฺตนา โจทยตฺตานํ จงเตือนตนด้วยตนเอง
- พระกรรณ ที่ยาน เป็นการสอนให้มีจิตหนักแน่นมั่นคงไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ แต่คิดพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติปัญญาอันแยบคายแล้วจึงเชื่อ ในฐานที่เป็นชาวพุทธก็ต้องเชื่อใน กฎแห่งกรรม
- องค์พระ ทรงเครื่องใหญ่ โดยการนำเอาศิลปะการแต่งกาย เครื่องทรงกษัตริย์ของแต่ละยุคมาผสมผสานรวมกัน ผ่านอุดมคติ ของผู้ออกแบบและศิลปะร่วมสมัยอย่างผสมผสานกลมกลืน
- พระหัตขวา ยกขึ้นเสมอพระอุระ กางฝ่าพระหัตแสดงให้เห็นพระธรรมจักร ซึ่งหมายถึง การแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์
- พระประทีป ที่ข้อพระกรขวาเปรียบประดุจ ประทีปแห่งธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ ที่ส่องสว่างนำทางพุทธสาสนิกชนให้เดินตามแนวทางแห่ง พระธรรม ภายในพระประทีปประดิษฐานหัวใจพระพุทธรูป
- หัวใจพระพุทธรูป ได้สื่อออกมาในรูปของดอกบัว ที่มีกลีบบานออกมาอยู่ ๔ กลีบ เปรียบด้วยอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ (วันวิสาขบูชา) ในส่วนบนยังคงเป็นบัวตูม เปรียบประดุจ พระบริสุทธิคุณ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงบำเพ็ญเพียรจนหลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งหลาย ยอดบนสุด ประดับด้วยอัญมณีสีขาว ซึ่งเปรียบประดุจแสงแห่งพระปัญญาที่ส่องสว่างนำทางหมู่สัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ ด้วยพระเมตตาอันบริสุทธิ์
|